Reply:ร่วมสนทนา

ศาสนากับสังคมการเมืองในมาเลเซีย



แม้จะเป็นสังคมพหุนิยม ( pluralist society) ประกอบด้วยชาติพันธุ์ซึ่งมีวัฒนธรรมที่หลากหลายอยู่ถึงกว่า 60 ชาติพันธุ์ แต่มาเลเซียก็มีนโยบายแบ่งแยกประชากร 25 ล้านคนอย่างเปิดเผย ระหว่างพลเมืองที่เป็น "ภูมิบุตร" กับ "มิใช่ภูมิบุตร" ภูมิบุตรคือพลเมืองเชื้อสายมาเลย์ ( ร้อยละ 64) ที่มีวัฒนธรรมพื้นเมืองของแหลมมาลายูและบอร์เนียว (ในเขตมาเลเซีย) ซึ่งได้รับสิทธิทุกอย่างในฐานะประชากรเต็มขั้น ส่วนผู้ที่มิใช่ภูมิบุตรคือพลเมืองเชื้อสายจีน ( ร้อยละ 27) และเชื้อสายอินเดีย ( ร้อยละ 8) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมาจากวัฒนธรรมที่อยู่นอกแหลมมลายู ถูกจำกัดสิทธิในหลายประการและกลายเป็นประชากรชั้นสอง

แม้จะเป็นประเทศประชาธิปไตยและมีพลเมืองถึงร้อยละ 35 ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม แต่มาเลเซียก็ประกาศให้อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ มีการจำกัดการสร้างวัด (พุทธศาสนา) และโบสถ์ (คริสต์ศาสนาและศาสนาอื่น) อย่างเข้มงวด พลเมืองมุสลิมไม่สามารถเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นได้ และการเผยแผ่ศาสนาอื่นแก่ประชากรมุสลิมเป็นสิ่งต้องห้าม



อาณาจักรศรีวิชัย

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7-14 ดินแดนปาเลมบังทางใต้ของสุมาตราเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรสำคัญทางทะเลที่ชื่อว่า "ศรีวิชัย" ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีเมืองหลวงชื่อ มลายู (Melayu) เมืองนี้อาจเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมมาเลย์ อาณาจักรศรีวิชัยครอบคลุมแหลมมลายู หมู่เกาะสุมาตรา หมู่เกาะชวา และบอร์เนียวตะวันตก ศรีวิชัยได้รับการสนับสนุนทั้งจากจีนและอินเดีย โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนามหายานจากอินเดียเป็นกระแสหลัก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรศรีวิชัยพ่ายแพ้แก่อาณาจักรมัชปาหิตแห่งชวาซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ ผู้ลี้ภัยจากศรีวิชัยได้อพยพขึ้นไปทางเหนือจนถึงหมู่เกาะเรียวลิงคะ เกาะสิงคโปร์ และในที่สุดได้จัดตั้งเมืองมาลักกาขึ้น (ประมาณปี ค.ศ.1400) มาลักกาเจริญรุ่งเรืองอยู่นานถึงหนึ่งศตวรรษในฐานะศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรม แต่มาลักกาก็ต้องส่งเครื่องบรรณาการให้แก่ทั้งจีน มัชปาหิต และอยุธยา ในทางปฏิบัติแล้วมาลักกามีอิสระในการปกครองตนเอง การส่งเครื่องบรรณาการเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์เท่านั้น และทำให้อาณาจักรเหล่านี้ส่งพ่อค้ามาติดต่อค้าขายด้วย ชุมชนจีนได้ก่อตั้งขึ้นและกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสังคมมาลักกา ชาวจีนจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาเลเซียมาตั้งแต่เริ่มต้น



การแผ่ขยายของอิสลาม

ประมาณปี ค.ศ.1407 พระเจ้าปาร์ไบสุรา กษัตริย์แห่งมาลักกาหันไปเข้ารีตศาสนาอิสลาม แล้วเปลี่ยนพระนามเป็นสุลต่านมูฮัมมัดชาห์ แต่ราษฎรส่วนใหญ่ยังคงนับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ต่อมาถึงแผ่นดินสุลต่านมัลโมชาห์ มาลักกาขยายอำนาจตีได้เมืองกำปา ปะหัง อินทคีรี แล้วโปรดให้ทำลายพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์เสียสิ้น บังคับราษฎรให้เข้ารีตอิสลาม แหลมมลายูและหมู่เกาะบริเวณนั้นจึงกลายเป็นดินแดนอิสลามนับแต่นั้น ยุคทองของมาลักกาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1511 เมื่อโปรตุเกสได้ใช้อาวุธปืนที่เหนือกว่าเข้ายึดครองเพื่อครอบครองเส้นทางการค้าของมาลักกา

ในปี ค.ศ.1514 ผู้ปกครองบรูไนเข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม สร้างความสัมพันธ์กับราชวงศ์มาลักกาเก่า และเริ่มต้นพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมบรูไน - มาเลย์" ขึ้น โดยมีสุลต่าน (sultan) เป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจ สุลต่านเป็นผลรวมของวัฒนธรรมฮินดูในเอเชียอาคเนย์ กับแนวคิดอิสลามจากตะวันออกกลาง ทำให้สุลต่านเป็นเสมือน "สมมุติเทพ" ผู้มีอำนาจทั้งทางฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร



ความสัมพันธ์กับรัฐไทย

ราชอาณาจักรไทยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อยุธยา ได้ครอบคลุมดินแดนในแหลมมาลายูตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ในปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ราชวงศ์จักรีของไทยได้แผ่อำนาจลงมาทางใต้ ครอบคลุมดินแดนปัตตานี กลันตัน เคดาห์ เปรัก และตรังกานู ปัตตานีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ทำให้เกิดชนกลุ่มน้อยมาเลย์มุสลิมขึ้นอย่างถาวรในดินแดนประเทศไทย

ในปี ค.ศ.1909 ภายใต้แรงกดดันของลัทธิอาณานิคม ไทยได้ยกดินแดนทางเหนือของแหลมมลายูอันรวมถึงเคดาห์ เปอร์ลิส กลันตัน และตรังกานู ให้อยู่ในความดูแลของอังกฤษ ในปี ค.ศ.1943 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้คืนรัฐทั้งสี่ให้แก่ประเทศไทย แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามรัฐทั้งสี่ก็ตกเป็นของอังกฤษอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.1945



การกำเนิดของมาเลเซีย

ในปี ค.ศ.1957 สหพันธรัฐมาลายาได้ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ และปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษ โดยมีพระราชาธิบดีจาก 9 รัฐผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นกษัตริย์ครั้งละ 5 ปี และภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ ตวนกูอับดุลราห์มาน ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ต่อมามาลายา สิงคโปร์ ซาราวัค และซาบาห์ ได้รวมเข้าด้วยกันเป็นมาเลเซีย แต่ความไม่ลงตัวของปัญหาเชื้อชาติกลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหว ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1965 ลีกวนยู ได้บรรลุข้อตกลงแยกประเทศสิงคโปร์ออกจากมาเลเซีย

ปี ค.ศ.1969 ชาวมาเลย์ได้ก่อเหตุจลาจลบุกทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของชาวจีนในกัวลาลัมเปอร์ การจลาจลดำเนินอยู่ 4 วัน มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และทรัพย์สินถูกทำลายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน วิกฤตการณ์ทางเชื้อชาติและศาสนาครั้งนี้ ทำให้อำนาจต่อรองของชาวจีนและชาวอินเดียในมาเลเซียลดลงเป็นอย่างมาก รัฐบาลมาเลเซียดำเนินนโยบายสร้างรัฐมาเลย์อย่างเปิดเผย ผลประโยชน์ของชาวมาเลย์กลายเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล และพรรคอุมโน (UMNO-United Malays National Organisation) กลายเป็นพรรคการเมืองที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในมาเลเซีย



ทางสองแพร่ง : รัฐมาเลย์ที่ทันสมัยหรือรัฐอิสลามที่เคร่งจารีต

วัฒนธรรมศาสนาของชาวมาเลย์ที่เคยสงบมาช้านาน ได้ถูกขบวนการ ดักวาห์ (dakwah) ปลุกระดมเพื่อให้มาเลเซียเป็นรัฐอิสลาม รัฐบาลมาเลเซียต้องออกกฎหมายควบคุมองค์กรทางศาสนาและคำสอนขององค์กรเหล่านี้ รัฐบาลต้องใช้อำนาจเป็นครั้งคราวเพื่อปราบปรามบุคคลที่ต้องการสร้างความแตกแยกทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพาส (Pas) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เน้นนโยบายสร้างรัฐอิสลาม

ภายใต้การนำของมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีคนที่สี่ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามถูกเพิกถอนเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อให้นักเรียนจำนวนกว่า 126,000 คน กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามปกติของรัฐ โรงเรียนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นแหล่ง "ล้างสมอง" (ตามคำพูดของมหาธีร์เอง) ที่บิดเบือนคำสอนทางศาสนาเพื่อผลทางการเมือง ทำให้เด็กมุสลิมกลายเป็นคนนิยมความรุนแรง นอกจากนี้มหาธีร์ยังพยายามแยกศาสนาออกจากหลักสูตรของโรงเรียน โดยให้ไปเรียนศาสนาในวันหยุดและจะต้องไม่มีเนื้อหาทางการเมืองปะปนอยู่ด้วย นับเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะควบคุมการสอนอิสลามในมาเลเซีย

ภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายนในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงภายใน เพื่อควบคุมตัวมุสลิมหัวรุนแรงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลตะวันตก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลสหรัฐ) ลดการวิพากษ์วิจารณ์มาเลเซียลง

***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ ปีที่ - ฉบับที่ - หน้า ๖.


    webmaster    27/3/2551 21:31:15 
 

Name :  
Detail : 
pictures :  (gif, jpg, png ขนาดไม่เกิน 200 Kb)
Icon: